Archive

ลูกากู

สุดภูมิใจ ลูกากู ยิงทาบสถิติตลอดกาลทีมชาติเบลเยี่ยม     

     โรเมลู ลูกากู ศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยมจากค่ายแมนฯ ยู เผยว่า มั่นใจมานานแล้วว่าจะสามารถยิงประตูให้ทีมชาติเบลเยี่ยมจนทาบสถิติสูงสุดตลอดกาลได้ โดยดาวยิงวัย 24 ปีผู้นี้ยิง 2 ประตูในเกมกระชับมิตรกับเม็กซิโก ช่วยให้ทีมเสมอกับทีมจังโก้ไป 3- 3 ส่งผลให้ยอดรวมการทำประตูในสีเสื้อทีมชาติเบลเยี่ยมของเขาขยับเป็น 30 ประตู เท่ากับสองตำนาน เจ้าของสถิติเดิมอย่างแบร์นาร์ด ฟูร์ฮูฟ และพอล ฟาน ฮิมสท์ เรียบร้อยแล้ว และมีโอกาสที่จะยิงทำลายสถิติได้อย่างแน่นอนในแมตช์แข่งขันนัดต่อๆ ไป

“ผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ผมแค่อยากยิงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมดีใจที่ทาบสถิติได้ ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องทำได้ ผมอยากทำลายสถิติก่อนถึงปี 2018 แต่ผมหวังจริงๆ ว่ารุ่นเราจะได้แชมป์อะไรบ้าง ผมอยากคว้าถ้วยแชมป์ให้ประเทศเบลเยี่ยมของเรา มันเป็นความฝันครับ แม้ผมจะผิดหวังกับผลการแข่งขันอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆ เราควรทำทุกอย่างเพื่อให้ชนะเกมนี้ แต่เม็กซิโกก็เล่นได้ดีจริงๆ พอล ฟาน ฮิมสท์ (เจ้าของสถิติเดิม) ช่วยเหลือผมเยอะมากสมัยผมอยู่อันเดอร์เลชท์ การที่ผมยิงทาบสถิติของเขามันทำให้ผมภูมิใจมากๆ ครับ เขายังเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของเบลเยี่ยม และผมก็เคารพเขามากๆ  ผมมั่นใจในความสามารถของตัวเองเสมอเมื่อคุณทำงานหนัก ก็ต้องมีอะไรตอบแทนบ้าง” ลูกากูได้กล่าวไว้

สำหรับโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นเกิดที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม เริ่มต้นค้าแข้งอาชีกับ อันเดอร์เลชต์เมื่อปี 2009 ก่อนที่จะถูกเชลซีดึงตัวไปเมื่อปี 2011 แต่ไม่ประสบความสำเร็จกับเชลซี ต่อมาถูกเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ยืมตัวไปในปี 2012 และเอฟเวอร์ตันในปี 2013 ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดจนเอฟเวอร์ตันตัดสินใจซื้อขาดในปี 2014 ในช่วงที่อยู่เอฟเวอร์ตันถือได้ว่าเป็นช่วงที่ลูกากูแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว โชว์ฟอร์มการยิงประตูได้อย่างมากมาย มีส่วนสำคัญกับสโมสรและทีมชาติเบลเยี่ยม จนไปเข้าตาสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเข้า และถูกดึงมาร่วมทีมในที่สุด ปัจจุบันลูกากูศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยมยิงให้แมนฯ ยูไนเต็ดไปแล้ว 8 ประตู ในพรีเมียร์ลีก

สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูถือเป็นตัวหลักสำคัญที่พาทีมชาติเบลเยี่ยมโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยผลงานของเขากับทีมชาติเบลเยี่ยมนั้น ลูกากูเล่นทีมชาติเบลเยี่ยมชุดอายุไม่เกิน 15 ปีตั้งแต่ปี 2008 และไต่ขึ้นมาเล่นทีมชาติเบลเยี่ยมชุดไม่เกิน 18 ปี ในปี 2011 และชุดไม่เกิน 21 ปี ในปี 2009 ก่อนที่จะถูงดึงตัวติดทีมชาติเบลเยี่ยมชุดใหญ่ในปี 2010 จนปัจจุบัน เขาอายุเพียง 24 ปี แต่ยิงประตูทาบสถิติสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเบลเยี่ยมได้แล้ว ถึงแม้อายุยังน้อยแต่ต้องบอกเลยว่าประสบการณ์การเล่นในยุโรปของเขากับหลายสโมสรช่วยบ่มเพาะให้เขากลายเป็นยอดนักเตะในเวลานี้

     และแน่นอนว่าในฟุตบอลโลก2018 ที่รัสเซีย ลูกากูจะเป็นกำลังหลักของทีมชาติเบลเยี่ยมอย่างแน่นอน โดยทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นจะอยู่ร่วมสายกับอังกฤษ, ปานามา และตูนีเซีย ด้วยอายุที่ยังน้อยบวกกับฟอร์มตอนนี้เชื่อได้ว่าลูกากู ยังมีเวลาเพียงพอที่จะสร้างตำนานที่ยิ่งใหญ่ไปกับทีมชาติเบลเยี่ยมของเขาอีกนาน

    

แฟร์ตองเก้น

สถิติใหม่อีกแล้ว แฟร์ตองเก้น ลงรับใช้ทีมชาติเบลเยี่ยมมากสุดตลอดกาล

     แยน แฟร์ตองเก้น ปราการหลังทีมชาติเบลเยี่ยมจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ กลายเป็นผู้เล่นที่ลงสนามให้ทีมชาติเบลเยี่ยมมากที่สุดตลอดกาลคนใหม่แล้ว หลังมีชื่อเป็น 11 ตัวจริงในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนยุโรป กับไซปรัส โดยเกมดังกล่าวถือเป็นนัดที่ 97 ของแนวรับวัย 30 ปี โดยทำลายสถิติเดิมของแยน คูเลอม็องส์ ซึ่งเคยทำเอาไว้ 96 นัด ช่วงระหว่างปี 1977-1991 ลงได้สำเร็จ

ทั้งนี้แฟร์ตองเก้น ลงรับใช้ทีมชาติเบลเยี่ยมครั้งแรกในศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก ซึ่งแพ้ให้แก่โปรตุเกส 1-2 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ปี 2007 ก่อนสานต่อมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นสถิติตลอดกาลในปัจจุบัน และยิงให้กับทีมชาติเบลเยี่ยมไปแล้ว 8 ประตูด้วยกัน

โดย แยน แฟร์ตองเก้น ปราการหลังตัวเก่งทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นเกิดที่ซินต์ นีกลาส ประเทศเบลเยี่ยม เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับสโมสรอาแจกซ์ ในปี 2006 ก่อนที่จะย้ายมาอยู่สเปอร์ในปี 2012 และกลายเป็นกองหลังตัวหลักของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอ ทำให้แฟร์ตองเก้นได้รับความไว้วางใจให้ติดทีมชาติเบลเยี่ยมเรื่อยมานับตั้งแต่ปี 2007

     นอกจากนี้ แฟร์ตองเก้นยังเป็นปราการหลังตัวสำคัญให้ทีมชาติเบลเยี่ยม ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกมาได้อย่างง่ายดายด้วยฟอร์มไร้พ่าย โดยทีมชาติเบลเยี่ยมได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียในปีหน้า และอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกับทีมชาติอังกฤษ, ปานามา, และตูนิเซีย ซึ่งไม่ถือว่าเป็นงานหนักนักสำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวคงหนีไม่พ้นทีมชาติอังกฤษ แต่ด้วยประสบการณ์การค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกอังกฤษมาหลายต่อหลายฤดูกาล อีกทั้งมีโอกาสได้ซ้อมกับแฮรี่ เคนบ่อยๆ น่าจะทำให้ทีมชาติเบลเยี่ยมได้ประโยชน์จากแฟร์ตองเก้นไม่น้อย ในการหยุดเกมรุกของอังกฤษ ผนวกกับเกมรุกของทีมชาติเบลเยี่ยมที่ต้องบอกว่าตอนนี้กลายเป็นทีมอับดับต้นๆ ของโลกไปแล้ว เพราะนอกจากจะมีผู้รักษาประตูที่ไว้ใจได้ ทั้งกูร์ตัว และมิญโญเลย์แล้ว ปราการหลังที่มีแฟร์ตองเก้น ผนึกกำลังกับก็องปานี แถมยังมีแนวรุกที่น่ากลัว ทั้งกองกลางและกองหน้า ไม่ว่าจะเป็นลูกากู, เดอ บรอยน์, เฟลไลนี่ และเอเดน อาซาร์

     จึงต้องบอกว่าทีมชาติเบลเยี่ยมที่กุมบังเหียนโดยโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือมากประสบการณ์ชาวสแปนิชนั้นแข็งแกร่งทุกขุมกำลังจริงๆ ซึ่งถ้าหากทีมชาติเบลเยี่ยมสามารถรักษามาตรฐานในการเล่นได้ในทุกๆ เกมที่ลงแข่ง ไม่แน่ว่าเราอาจจะเห็นทีมชาติเบลเยี่ยมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 มาครองได้สำเร็จก็เป็นไปได้

นาอิงโกลัน

รอตั้งนาน  นาอิงโกลัน คืนทีมชาติเบลเยี่ยม อุ่นเครื่องญี่ปุ่น

หลังจากหลุดทีมชาติเบลเยี่ยมไปตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา  ล่าสุดรัดยา นาอิงโกลัน มิดฟิลด์พันธุ์บู๊ของทีมหมาแห่งกรุงโรม โรม่า ก็ได้มีชื่อติดทีมชาติเบลเยี่ยมอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งปี ในเกมอุ่นเครื่องกับเม็กซิโก และ ญี่ปุ่น  ในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

กองกลางจากค่ายหมาป่าแห่งกรุงโรม หลุดทีมชาติเบลเยี่ยมไปนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมไม่พอใจกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเตะ อย่างไรก็ตาม ด้วยฟอร์มการเล่นอันแข็งแกร่ง ล่าสุด ดาวเตะวัย 29 ปี เอาชนะใจเฮดโค้ชชาวสแปนิชจนต้องเรียกกลับมาติดทีมชาติเบลเยี่ยมอีกครั้งหลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับสโมสรในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในกัลโช่ เซเรีย เอ และบอลถ้วยยุโรป และถ้าไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมใดๆ อีก คาดว่าโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยม น่าจะเหน็บรัดย่า นาอิงโกลัน ติดทีมชาติเบลเยี่ยมไปฟุตบอลโลก2018 ที่รัสเซียในกลางปีหน้าด้วยอย่างแน่นอน

สำหรับรัดยา นาอิงโกลัน กองกลางตัวเก่ง ของโรม่าและทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับปิอาเชนซ่า เนื่องจากเป็นนักเตะเยาวชนของปิอาเชนซ่าอยู่แล้ว หลังจากนั้นปี 2010 ถูกยืมตัวไปอยู่ทีมกายารี่ และถูกซื้อขาดในปี ต่อมา ก่อนที่จะได้ย้ายมาอยู่กับโรม่าในปี 2014 และโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดด้วยการเล่นดุดัน บู๊ล้างผลาญ การเล่นที่ดูทรงพลัง ทำให้ปัจจุบันนาอิงโกลันตกเป็นเป้าหมายของทีมใหญ่ๆ ในยุโรปมากมาย

ส่วนผลงานในทีมชาติเบลเยี่ยมนั้น นาอิงโกลันเล่นทีมชาติเบลเยี่ยมชุดอายุไม่เกิน 16 ปีในปี 2004 ขึ้นทีมชาติเบลเยี่ยมชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ในปี 2007 ปีต่อมา 2008 ก็ได้ขึ้นมาเล่นทีมชาติเบลเยี่ยมชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ในระหว่าง ปี 2007-2010 นาอิงโกลันก็เล่นทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 21 ปี สลับกับการขึ้นชุดใหญ่บ้าง ปัจจุบันนาอิงโกลันเล่นทีมชาติเบลเยี่ยมชุดใหญ่ไปแล้ว 9 นัด ยิงไป 2 ประตู ถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากหากเทียบกับอายุ และประสบการณ์ที่เขามี แต่เพราะในทีมชาติเบลเยี่ยมมีตัวผู้เล่นชั้นยอดอยู่มากมายในแผงกองกลาง ประกอบกับพฤติกรรมส่วนตัวของนาอิงโกลัน ก็ไม่ค่อยเข้าตาโรแบร์โต้ มาติเนซ นายใหญ่ทีมชาติเบลเยี่ยมสักเท่าไหร่ ทำให้นาอิงโกลันต้องหลุดจากทีมชาติไปกว่าครึ่งปี

     แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยกระดับขึ้นมากในเวลานี้ ก็ทำให้มาติเนซต้องหันกลับมาเรียกเขาติดทีมชาติเบลเยี่ยมอีกครั้ง และการไปสู้ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียกลางปีหน้า น่าจะมีชื่อของนาอิงโกลัน ติดทีมชาติเบลเยี่ยมอย่างแน่นอน ถ้าเขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นระดับนี้ไว้ได้ และปรับปรุงเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวของเขา และนาอิงโกลันจะเป็นกำลังสำคัญให้ทีมชาติเบลเยี่ยมได้อย่างแน่นอน

Martinez

มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยม รับสุดตื่นเต้นอยู่กลุ่มเดียวกับอังกฤษ

กุนซือทีมชาติเบลเยี่ยมยอมรับว่าเป็นความรู้สึกพิเศษที่ได้อยู่ร่วมกลุ่มกับทีมชาติอังกฤษ เพราะเป็นทีมที่คุ้นเคยดีและลูกทีมส่วนใหญ่ก็กำลังค้าแข้งอยู่ในพรีเมียร์ลีก

โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เฮดโค้ชทีมชาติเบลเยี่ยมยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้นและพอใจที่ได้อยู่ร่วมกลุ่มกับทีมชาติอังกฤษในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยทีมชาติเบลเยี่ยมอยู่ในกลุ่ม จี ร่วมกับทีมชาติอังกฤษ, ปานามา และตูนิเซีย ซึ่งกุนซือจอมแท็กติกยอมรับว่าพอใจกับผลการจับฉลาก โดยเฉพาะการพบกับสิงโตคำรามเพราะมีความคุ้นเคยดี และลูกทีมส่วนใหญ่ก็ค้าแข้งอยู่ในพรีเมียร์ลีก

“ผมอยู่ที่อังกฤษมา 21 ปี ดังนั้นมันจึงพิเศษมาก มันคือฟุตบอลโลก มันเป็นการจับฉลากที่ท้าทายมากๆ เรารอคอยที่จะลงเล่น เรามีกลุ่มนักเตะที่ดี 25 คนซึ่งตอนนี้มีความคุ้นเคยกับฟุตบอลอังกฤษดีและเป็นสิ่งที่สำคัญมาก พวกเขาทุกคนพร้อมลงเล่นเพื่อประเทศของเขา” มาร์ติเนซกล่าวกับผู้สื่อข่าว

โดยในตอนนี้ทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นถูกยกให้เป็นทีมเต็งที่จะมีโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 เนื่องจากทีมเต็มไปด้วยนักเตะหนุ่มฝีเท้าดีหลายคน และตอนนี้แต่ละคนก็กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มที่ดีกับต้นสังกัด ดังนั้นน่าจะมีโอกาสสูงที่ทีมชาติเบลเยี่ยมจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ในฟุตบอลโลก คาดว่าในกลุ่มนี้ ทีมชาติเบลเยี่ยมจะเบียดแย่งแชมป์กลุ่มกับทีมชาติอังกฤษเพื่อเข้ารอบต่อไป เพราะศักยภาพทีมเหนือกว่าทีมร่วมกลุ่มทั้งปานามาและตูนิเซีย

ซึ่งก่อนหน้ารับงานคุมทีมชาติเบลเยี่ยม มาร์ติเนซเองก็ผ่านคุมทีมในอังกฤษมาหลายทีม ทั้งสวอนซี ซิตี้, วีแกน, เอฟเวอร์ตัน ทำให้เชื่อได้ว่าเขามีความคุ้นเคยกับฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดี และตั้งแต่มาร์ติเนซมาคุมทีมชาติเบลเยี่ยม ก็มีผลงานที่ยอดเยี่ยมจนสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียได้อย่างง่ายดาย  อีกทั้งผู้เล่นตัวหลักส่วนใหญ่ก็กำลังค้าแข้งอยู่ในพรีเมียร์ลีกแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเควิน เดอร์ บรุนด์, โรเมโล ลูกากู, มารูยาน เฟลไลนี่, แยน แฟร์ตองเก้น หรือติโบว์ กูร์ตัวส์ เรียกได้ว่าขุมกำลังหลักของทีมชาติเบลเยี่ยมก็คุ้นเคยกับบอลอังกฤษดีเช่นกัน อีกทั้งต่างคนก็กำลังโชว์ฟอร์มได้ดีกับต้นสังกัดอีกด้วย

       จากที่กล่าวมาทั้งหมดทีมชาติเบลเยี่ยมถือเป็นทีมเต็งที่จะมีโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปครองได้ไม่ต่างจากบราซิล เยอรมนี หรือฝรั่งเศสเลย ด้วยศักยภาพทีม ขุมกำลังที่มีน่าจะเพียงพอต่อการลุ้นความสำเร็จนี้ได้ ถือเป็นทีมที่น่าจับตามองแล้วตามลุ้นกันตั้งแต่รอบแรก สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม

 

เดอ บรอยน์

ฉุนจัด เดอ บรอยน์ จัดเต็มบ่นอุบทีมชาติเบลเยี่ยมแผนแย่ ทำเจ๊าเม็กซิโก

เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางตัวเก่งจากทีมแมนฯ ซิตี้ และทีมชาติเบลเยี่ยม แสดงความเห็นถึงแผนการเล่นทีมชาติเบลเยี่ยม ในเกมพบกับทีมชาติเม็กซิโกว่ามีปัญหามากมายที่ต้องรีบแก้ไข โดยกองกลางทีมชาติเบลเยี่ยมกล่าวถึงแท็กติกของทีมในเกมนี้ในเชิงตำหนิ หลังจากที่พวกเขาทำได้เพียงเสมอเม็กซิโกไปอย่างยากลำบาก 3-3  ซึ่งทีมชาติเบลเยี่ยมเพิ่งผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียด้วยผลงานไร้พ่าย ชนะรวดใน 6 นัดหลังสุด ทำให้พวกเขาจบรอบคัดเลือกด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มที่มีคะแนนห่างอันดับสองถึง 9 คะแนน ทว่ากลับทำได้เพียงเสมอเม็กซิโกแบบหืดจับ ทั้งที่ทีมชาติเบลเยี่ยมของเขาขนผู้เล่นชื่อดังลงสนามมากมาย

“เม็กซิโกก็มีแค่แท็กติกที่ดีกว่า ระบบของพวกเขาทำให้กองหลัง 5 คนของเราต้องถอยลงต่ำ และเราก็เสียท่าในแผงกองกลาง เมื่อต้องเจอสถานการณ์ 5 ต่อ 7 คน เราต้องพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวมากเกินไป ตราบใดที่เรายังไม่มีระบบแท็กติกที่ดี เราก็จะเจอปัญหากับทีมอย่างเม็กซิโก มันน่าเสียดายที่เราก็ยังหาทางออกไม่ได้ แน่นอนเราเล่นกันด้วยระบบที่โดยหลักการแล้วเน้นเกมรับมาก แต่กลับเต็มไปด้วยผู้เล่นเกมรุกที่ต้องการได้บอล คุณก็เลยเจอปัญหา เหมือนอย่างที่เจอเม็กซิโก มันเป็นเกมที่เราได้ครอบครองบอลน้อยมาก ทุกคนในระบบไม่เหมาะกันเลย เรารู้แล้วว่าบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อเจอทีมแบบนี้ แต่ถึงแม้มาร์ติเนชจะตัดสินใจแล้ว ผมคิดว่าโค้ชควรต้องหาทางออกเพื่อให้เราเลี่ยงสถานการณ์ อย่างเกมที่พบกับเม็กซิโกในอนาคต”  เดอ บรอยน์ ทิ้งทาย

สำหรับ เควิน เดอ บรอยน์ ปัจจุบันถือเป็นนักเตะตัวสำคัญทั้งกับทีมแมนฯ ซิตี้ และทีมชาติเบลเยี่ยม เป็นนักเตะที่ทำผลงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอ จนยกระดับมาเป็นนักเตะแถวหน้าของโลกอย่างแท้จริง โดยกองกลางตัวเก่งทีมชาติเบลเยี่ยมเริ่มต้นอาชีพกับสโมสรกาแอร์เซ แค็งก์ ได้เป็นผู้เล่นตัวจริงและมีส่วนช่วยให้ทีมสามารถคว้าแชมป์เบลเยี่ยมโปรลีก ฤดูกาล 2010-2011 ได้สำเร็จ ก่อนที่จะย้ายมาเล่นให้กับเชลซีในปี 2012 แต่ก็ต้องตกเป็นตัวสำรองเนื่องจากไม่เข้ากับแท็กติกของผู้จัดการทีมในเวลานั้น จนถูกส่งไปให้สโมสรแวร์เดอร์ เบรเมน ยืมตัวต่อมาในปี 2014 ก็ตกลงเซ็นสัญญากับโวล์ฟบวก ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ก่อนที่จะระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอด ยิงให้โวล์ฟบวกไปทั้งหมด 13 ประตู จากการลงเล่น 51 นัดจนถูกดึงมาอยู่แมนฯ ซิตี้ในปี 2015 และกลายเป็นตัวรุกระดับโลกในปัจจุบัน

     เดอ บรอยน์ ลงเล่นให้กับทีมชาติเบลเยี่ยมครั้งแรกเมื่อปี 2010 จนถึงปัจจุบัน เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติเบลเยี่ยมที่เข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 และแน่นอนว่าในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย เดอ บรอยน์ จะเป็นส่วนสำคัญยิ่งให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม ซึ่งตอนนี้ทีมชาติเบลเยี่ยมถูกยกเป็นทีมเต็งที่มีโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปครองด้วยเช่นกัน